การทานยากันชัก

การทานยากันชัก

เมื่อลูกเป็นโรคลมชัก

                 อาการชัก คือกลุ่มอาการอันเนื่องมาจากการที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดทำงานมากเกินปรกติไปจากเดิมชั่วขณะ ส่วนอาการแสดงจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นกับว่าเป็นส่วนใดของวมองที่ทำงานผิดปรกติ อาการชักบางชนิดก็เกิดเพียงช่วงเวลาอันสั้น โดยเด็กอาจมีอาการเพียงแค่เหม่อลอยไม่รู้ตัว และอาจมีการเคี้ยวปาก หรือขยับมือไปมา แต่บางขนิดก็มีอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยจะมีการเกร็งกระตุกทั้งตัวหมดสติ มีอุจจาระ ปัสสาวะราด ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปว่า “ลมบ้าหมู”นั้นอง

                 โรคลมชัก คือการที่ผู้ป่วยมีอาการชักเกิดขึ้นซ้ำๆ ตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป โดยไม่มีสาเหตุกระตุ้นที่ชัดเจน

                  มีบ่อยครั้งที่เราหาสาเหตุการไม่พบ แม้ว่าแพทย์จะพยายามค้นหาสาเหตุอย่างละเอียดแล้วก็ตาม ซึ่งจะพบได้มากถึงประมาณสามในสี่ของผู้ป่วยเด็ก ส่วนประมาณหนึ่งในสี่ การชักอาจจะเกิดมาตากสาเหตุต่างๆเหล่านี้คือ

      1. รอยโรคในสมอง เช่นมีการติดเชื้อของสมอง,อุบัติเหตุต่อสมอง,เนื้องอกในสมอง,หรือสมองขาดออกซิเจน เป็นต้น

      2. โรคทางพันธุกรรม

      3. ความผิดปรกติแต่กำเนิดของสมอง

      4. จากยาบางชนิดหรือสารพิษ

      5. โรคทางกาย เช่น ภาวะเกลือโซเดียมในร่างกาย สูงหรือต่ำ,โรคตับหรือโรคไต

                   ผู้ปกครองบางท่านอาจเข้าใจผิดว่า เด็กที่โรคลมชักมักจะปัญญาอ่อน ซึ่งจริงๆแล้วเด็กส่วนใหญ่ที่เป็นโรคลมชักโดยเฉลี่ยจะมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กทั่วไปอย่างไรก็ตามการชักที่รุนแรงเป็นบางชนิดก็เกิดขึ้นร่วมกับการเสื่อมของสติปัญญาของเด็กได้ นอกจากนี้โรคในสมองเช่นการติดเชื้อของสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการชักก็มีส่วนทำให้เกิดการเสื่อมถอยของสติปัญญาของเด็กเช่นกัน

ยากันชักช่วยลูกท่านอย่างไร

                   เมื่อลูกท่านเป็นโรคลมชัก แพทย์มักจะให้การรักษาด้วยยากันชัก ซึ่งในปัจจุบันมากกว่า 10 ชนิดยากันชักแต่ละชนิดก็ใช้ได้ดีกับการชักต่างชนิดกันไป โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับชนิดของการชักนั้นๆในเด็กส่วนใหญ่ยากันชักจะสามารถป้องกันการชักไม่ให้เกิดซ้ำได้ ตราบเท่าที่ยังทานยาอย่างสม่ำเสมอ หรือหยุดยาก่อนเวลาอันสมควรเด็กอาจจะกลับมามีอาการได้ใหม่ “การที่เด็กไม่มีอาการชักชั่วขณะทานยากันชัก หมายความว่า ยากันชักทำงานได้ผลดีสามารถควบคุมอาการชักได้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กหายจากโรตลมชักแล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป” ดังนั้นจึงไม่ควรหยุดยาเองหรือทานยาไม่สม่ำเสมอ

                   เมื่อได้รับยากันชักจากแพทย์ ควรหาความรู้ถึงผลข้างเคียงอันกิดขึ้นได้จากยานั้น จากแพทย์ผู้รักษาหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ เมื่อเด็กมีอาการแสดงถึงผลข้างเคียงจากยา ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ไม่ควรหยุดยาเองเนื่องจากผลข้างเคียงเองบางอย่างก็เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มย่ใหม่ๆและจะหายไปได้เองเมื่อร่างกายเคยชินกับยาแล้วในเวลาไม่นานแต่บางในกรณี เช่น การเกิดผื่นแพ้ยา ควรติดต่อแพทยืโดยด่วน เนื่องจากผื่นอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้ นอกจากนี้ยากันชักบางชนิดก็มรผลต่อกดการทำงานของตับหรือไขกระดูก ดังนั้นแพทย์จึงต้องส่งตรวจเลือดเป็นระยะๆ ตามความจำเป็นจุงควรมาพบแพทย์ตามนัด

                       เมื่อรับการรักษาด้วยยากันชักโดยสม่ำเสมอ และอาการชักไม่เกิดขึ้นอีกเลยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แพทย์อาจจะพิจารณาหยุดยากันชักเป็นกรณีต่อไป ส่วนจะใช้ระยะเวลา
     นานเท่าใดนั้นขึ้นกับหลายปัจจัย ซึ่งพอจะทราบได้ก็ต่อเมื่อพบแพทย์ได้ติดตามการรักษาเด็กในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วเท่านั้น

  การป้องกันอันตรายอันเกิดจากการชัก

                       สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้ก็คือ การทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กใกล้เคียงกับเด็กอื่นให้มากที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในขอบเขตที่เหมาะสม ทั้งในด้านการดำเนิน
    ชีวิตประจำวัน,การเล่นกีฬาหรือการประกอบกิจกรรมอื่นๆ เพื่อไม่ให้เด็กเกิดปัญหาทางจิตใจ เด็กที่ถูกจำกัดหรือเด็กที่ประคบปรหงมเกินความจำเป้นอาจขาดความมั่นใจในตนเอง รู้สึก
    ไร่ค่าและไม่เติบโตทางจิตใจ ส่วนใหญ่แล้วแต่ละครอบครัวจะกำหนดได้เองว่าขอบเขตที่วางไว้จะเป็นอย่างไร โดยคำนึงถึงโอกาสที่จะเกิดการชักระหว่างการประกอบกิจกรรมนั้นร่วม
    กับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยแพทยืจะมรส่วนร่วมในการให้ความรู้ดังกล่าวในผู้ป่วยแต่ละคนซึ่งอาจมีการชักต่างชนิดกันไป

                       อย่างไรก็ตามในทุกกรณี ผู้ป่วยโรคลมชักที่ไม่ควรมีกิจกรรมทางน้ำเช่น ว่ายน้ำหรืออาบน้ำในอ่างเพียงลำพัง เมื่อเด็กจะว่ายน้ำควรแจ้งผู้ดูแลสระให้ทราบว่าเด็กเป็น
    โรคลมชักเพื่อจะได้ดูแลผู้ป่วยอย่างระมัดระวังตลอดเวลา คุณครูที่โรงเรียนก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ควรจะทราบว่าเด็กเป็นโรคลมชักและควรจะเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของผู้ป่วย
    โรคลมชักด้วย

  ข้อปฎิบัติต่อบุตรหลานที่เป็นโรคลมชักในชีวิตประจำวัน

      1. ให้เด็กมีหน้าที่ประจำในบ้าน และได้รับการดูแลเอาใจใส่ไม่มากกว่าหรือน้อยกว่าเด็กอื่นๆในบ้าน

      2. ให้เวลาพูดคุยกับเด็กอื่นๆในบ้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อพวกเขาจะได้ไม่รู้สึกว่าได้รับความสนใจและความรักไปน้อยกว่าผู้ป่วย และอธิบายให้ทราบถึงโรคลมชักโดยคร่าวๆ เนื่องจากพวกเขาอาจได้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับโรคลมชักจากเด็กอื่นที่โรงเรียนหรือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจทำให้มีความเข้าใจผู้ป่วยผิดๆได้

      3. อย่าตามใจถ้าเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือเอาแต่ใจตนเองหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆเพื่อใช้ต่อรองกับผู้ปกครองเพราะเด็กจะเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าพฤติกรรมนั้นใช้ได้ผลและใช้พฤติกรรมนั้นๆ บ่อยขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านตามมา

ความคาดหวัง

                   เด็กที่เป็นโรคลมชักส่วนใหญ่จะมีระดับสติปัญญาไม่ต่างจากเด็กอื่น สารถเรีบยนรู้ในระดับสูงๆ และสามารถมีอาชีการงานที่ดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีการชักเกิดขึ้นไม่บ่อยและสามารถควบคุมได้โดยการักษาแต่แรกเริ่มอย่างไรก้ตามไม่ควรตั้งความหวังต่อเด็กไว้สูงเกินไป ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจต่อเด็กได้ เนื่องจากในเด็กทึ่เป็นโรคลมชักบางคน อาจมีข้อจำกัดทางด้านความสามารถในการเรียนรู้เกิดขึ้นร่วมด้วย ควรจะใช้ทางสายกลาง คือให้การสนับสนุนและให้กำลังใจ เพื่อเด็กจะได้มีความพยายามในการเรียน แต่ก้ไม่วาดความหวังไว้สูงเกินไปหรือเปรียบเทียบกับเด็กอื่น